ยูโกสลาเวียม้ามืด

การฝ่าด่านผ่านเข้ามาดวลแข้งในศึกยูโร 2000 รอบสุดท้ายของยูโกสลาเวีย นั้นถือได้ว่าเป็น ปาฏิหาริย์เล็ก ๆ เนื่องจากนักเตะเผ่าเซิร์บต้องลงแข่งขันในรอบคัดเลือกอย่างทุลักทุเลภายใต้เงื้อมเงาของวิกฤตการณ์ทางการเมืองในโคโซโว ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าวจึงดูเหมือนว่า ยูโกสลาเวียอาจจะต้องถูกถอดออกจากการแข่งขันรายการนี้เฉกเช่นเดียวกับที่เคยถูกแบนมาแล้วเมื่อปี 1992 และ 1996

เมื่อ นาโต้เปิดฉากปูพรมทิ้งระเปิดทางอากาศที่กรุงเบลเกรดอย่างหนัก เมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิของปี 1999 นั้น ฟุตบอลของชาวเซิร์บก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ แม้ครึ่งหนึ่งของการแข่งขันของทีมชาติยูโกสลาเวียในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รอบคัดเลือกจะมีอันต้องถูกเลื่อนออกไปก็ตาม และเมื่อบรรลุข้อตกลงเรื่องการหยุดยิง ทีมชาติคูโกสลาเวียก็ต้องเผชิญหน้ากับกำหนดการฟาดแข้งมหาโหด 5 นัดใน 7 สัปดาห์ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังจะต้องลงสนามภายใต้การนำของโค้ชคนใหม่ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากความขัดแย้งภายในจนเป็นเหตุให้ มิลาน ซิวาดิโนวิช ถูกไล่ออกจากตำแหน่ง หลังจากที่เขาไปติดต่อรับงานคุมทีมสโมสร ในซาอุดิอาระเบียอย่างลับ ๆ โดยปราศจากการยินยอมของสหพันธ์ฟุตบอลยูโกสลาเวีย (เอฟเอสเจ)

ภายใต้การคุมทีมของซิวาติโนวิชนั้น ยูโกสลาเวียได้รับชัยชนะ 3 นัดรวด ในการแข่งขันรอบคัดเลือกในช่วงฤดูกาล 1998-99 แต่ เอฟเอสเจ ก็ยังคงยืนกรานให้ไล่เขาออก โดยได้มอบหมายให้ วูยาดิน บอสคอฟ โค้ชซึ่งมีประสบการณ์ล้นเหลือจากการประสบความสำเร็จในอาชีพโค้ชมาอย่างยาวนานกับสโมสรฟุตบอลชื่อดังหลายแห่งในยุโรปตะวันตก โดยเฉพาะกับรีล มาดริด และ ซามพ์โดเรีย

บอสคอฟนั้นเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วของบรรดานักเตะยูโกสลาฟส่วนใหญ่ เนื่องจากเขาทำงานในหน้าที่ที่ปรึกษาทางด้านเทคนิคให้กับทีมชาติยูโกสลาเวียระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส แต่เขาก็สร้างความผิดหวังเป็นอย่างมาก เมื่อเริ่มต้นการคุมทีมด้วยการเก็บได้เพียง 1 คะแนนจากการลงเล่น 2 นัดแรกโดยเสมอกับ โครเอเชีย คู่ปรับเก่า 0-0 ในบ้าน ก่อนออกไปพ่าย สาธารณรัฐไอร์แลนด์ 1-2 ที่กรุงดับลิน

จากนั้นทีมยูโกสลาเวียก็เริ่มตั้งสำได้สำเร็จ ด้วยชัยชนะ 2 นัดใน 4 วัน ในการฟาดแข้งกับ มาร์ซิโดเนียเพื่อนบ้าน แต่อีก 1 นัดที่เหลือนั้น ยูโกสลาเวียจะต้องพยายามรักษาความสมดุลของทีมด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากนัดสุดท้ายของพวกเขานั้นต้องยกพลออกไปเยือนโครเอเชีย โดยที่นักเตะยูโกสลาฟเป็นจ่าฝูงของกลุ่มด้วยการนำไอร์แลนด์อยู่เพียง 1 คะแนน และโครเอเชีย 2 คะแนน ดังนั้นนัดสุดท้ายจึงเป็นการชี้วัดว่า ทีมใดจะได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายต่อไป

สตาร์ที่น่าจับตามอง

แดน เปเตรสคู

(มิดฟิลด์, อายุ 32 ปี, เชลซี)

เขาคือนักเตะโรมาเนียที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในบรรดาจำนวนนักเตะที่ย้ายเข้ามาเล่นในอังกฤษ เริ่มต้นค้าแข้งในพรีเมียร์ชิพกับ “นกเค้าแมว” เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ ก่อนจะเก็บกระเป๋าเข้าสู่รัง “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ส่วนใหญ่จะถูกให้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ แต่กับทีมชาติเขาเล่นในตำแหน่งแบ๊กขวา

เปเตรสคูลงเล่นให้โรมาเนียทั้งหมด 9 จาก 10 นัด ในรอบคัดเลือกศึกยูโร 2000 เขาได้รับการติดทีม “ผีดิบ” ไปลุยรอบสุดท้ายอย่างแน่นอน หากไม่มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวน เขามักจะยิงประตูสำคัญ ๆ ให้กับทีมเสมอยกตัวอย่างประตูชัยที่เอาชนะเจ้าภาพสหรัฐอเมริกาได้ในศึกฟุตบอลโลก ปี 94 และที่น่าจะยังจดจำกันได้ กับประตูที่พิชิตอังกฤษใน ฟุตบอลโลก ฟร้องซ์ 98 บางทีประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอยอีกครั้งกับอังกฤษในวันที่ 20 มิ.ย. นี้ ที่ชาร์เลอรัว

อาเดรียน อิลี่

(ศูนย์หน้า, อายุ 26 ปี, บาเลนเซีย)

6 ประตู จาก 6 นัดที่ลงเล่นในรอบคัดเลือกยูโร 2000 ทำให้อิลี่กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีมไป เริ่มจากระเปิดแฮตทริกกับลิกเตนสไตน์ ตามด้วยประตูเบิกร่องนัดพบกับอังการิu, โปรตุเกส ในบ้านตนเอง และสโลวะเกียนอกบ้าน

เขาคือศูนย์หน้าที่มีพรสวรรค์และลีลาการสังหารประตูที่เฉียบคมและรวดเร็ว แจ้งเกิดในฐานะดาวรุ่งตั้งแต่ศึกฟร้องซ์ 98 ทำประตูชัยในเกมที่พบกับ โคลัมเบีย รวมถึงลูกยิงชนคานนัดที่พบกับ อังกฤษ

อดีตนักเตะของสเตอัว บูคาเรสต์และกาลาตาซารายก่อนจะย้ายไปเป็นคู่หูในแดนหน้าร่วมกับ เคลาดิโอ โลเปซ ศูนย์หน้าทีมชาติอาร์เจนติน่าของ สโมสรบาเลนเซียทีมในลีกสเปนด้วยค่าตัวที่ทำลายสถิติของฮาจี้

วิโอเรล มอลดวาน

(ศูนย์หน้า, อายุ 27 ปี, เฟเนร์บาห์เซ่)

ดาวซัลโวสูงสุดของโรมาเนียจากลีกฟุตบอลโลกครั้งที่แล้ว ด้วยจำนวนประตู 2 ประตู สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในทัวร์นาเมนต์นั้นทั้งๆ ที่เพิ่งพบกับฤดูกาลที่น่าผิดหวังกับ “ช้างกระทืบโรง ” โคเวนทรี สโมสรในพรีเมียร์ชิพ อังกฤษ กลับมาตั้งหลักได้ใหม่กับ เฟเนร์บาห์เซ่ สโมสรในประเทศ ตุรกี สังหารประตูได้อย่างมากมายสมราคาค่าตัว 3.5 ล้านปอนด์

มอลโดวานลงเล่นทั้งหมด 10 นัด ใน รอบคัดเลือกยูโร 2000 ซัดไป 4 ประตู ทั้ง ๆ ที่มี ยอน กาเนีย ดาวรุ่งพุ่งแรงคอยกดดันเขาอยู่ตลอด แต่ด้วยทักษะในการหาจังหวะยิงประตูบวกกับการเป็นคู่ขาที่รู้ใจของเอเดรียน อิลี่ ทำให้เขายังคงเป็นคู่ศูนย์หน้าตัวจริงของทีมเสมอ

ซ้ายของฮาจี้

“ม้ามืด” คำๆ นี้มักจะปรากฏขึ้นอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นรายการเล็กหรือรายการใหญ่ และศึกยูโร 2000 ครั้งนี้ก็เช่นกัน น่าจะหนีคำๆ นี้ไปไม่พ้น ซึ่งหนึ่งในจำนวนทีมม้ามืดที่จะคว้าแชมป์ก็มี “ผีดิบ” โรมาเนีย รวมอยู่ด้วย แม้พวกเขาจะอยู่ร่วมสายเดียวกับ เยอรมัน, อังกฤษ และ โปรตุเกส ก็ตาม ศักยภาพของโรมาเนียในเวลานี้อาจจะไม่ดีพอเหมือนกับช่วงฟุตบอลโลกปี 94 ที่สหรัฐอเมริกา แต่พวกเขาก็หาได้เป็นรองเพื่อนร่วมกลุ่มมากนัก โดยเฉพาะโปรตุเกส พวกเขาเคยพบกันมาแล้วในรอบคัดเลือก ซึ่งผลคือชนะหนึ่งเสมอหนึ่งและชัยชนะนัดนั้นก็ได้มาจากการบุกไปคว้าถึงถิ่นโอปอร์โต้ 1-0 ก่อนจะมาเสมอในบ้านของตนเอง 1-1 ที่กรุงบูคาเรสต์ ในขณะที่อังกฤษ พวกเขาคือทีมที่ดับอังกฤษตกรอบแรกมาหมาด ๆ ในการแข่งขันฟุตบอลโลกฟร้องซ์ 98 ที่ผ่านมา ด้วยการเอาชนะอังกฤษได้ 2-1 ส่วนเยอรมันการพบกันครั้งล่าสุดคือเสมอกัน 1-1 จากแมตช์กระชับมิตรที่บ้านตนเอง

ถึงแม้ผลงานระหว่างเพื่อนร่วมกลุ่มจะดูสูสีแต่เมื่อดูจากผลงานที่ผ่าน ๆ มาในช่วงหลังๆ ของทัวร์นาเมนต์นี้จะเห็นได้ ว่าพวกเขาไม่ถูกโฉลกกับรายการนี้เอาเสียเลย พวกเขาไม่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในการแข่งขันเมื่อครั้งยูโร 92 ที่สวีเดน ในขณะที่อีก 4 ปีต่อมา พวกเขาก็ตกรอบแรกด้วยฝีเท้าของฝรั่งเศส ,บัลแกเรีย และ สเปน แตกต่างกับทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก โรมาเนียจะทำได้ดีเสมออย่างน้อยก็ผ่านรอบแรกมาทั้ง 3 ครั้งที่เข้าร่วมหลังสุดคือฟุตบอลโลกปี 90 ที่ อิตาลี, ปี 94 ที่สหรัฐฯ และปี 98 ที่ฝรั่งเศส โดยในปี 94 คือช่วงเวลาที่ “ผีดิบ” อาละวาดเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายมาแล้ว แต่ก็ต้องตกรอบด้วยน้ำมือของสวีเดน

ผลงานในรอบคัดเลือกของโรมาเนีย ครั้งนี้ต้องบอกว่าแจ่มแจ๋วเสียเหลือเกิน แข่ง 10 นัด ชนะ 7 นัด เสมอ 3 นัด ไม่แพ้ใครเลยได้ 25 ประตู เสียแค่ 3 ประตูเท่านั้น ซึ่ง 3 ประตูที่เสียไป ล้วนไม่ได้เกิดจากการทำเกมบุกรวดเดียวของคู่แข่งแต่อย่างใด 2 ลูกแรกเกิดจากลูกตั้งเตะโดยเกิดขึ้นในเกมที่พบกับ ฮังการี และโปรตุเกส ส่วนอีก 1 ลูกเกิดจากลูกจุดโทษในเกมที่ถล่ม สโลวะเกีย 5-1

กว่าที่พวกเขาจะกลายเป็นแชมป์ของกลุ่มได้นั้นหาใช่เป็นง่าย ๆ ไม่เมื่อมีโปรตุเกสคอยหายใจรดต้นคออยู่และการที่ทำได้แค่เสมอกับสโลวะเกีย 0-0 ต่อด้วยเอาชนะ อาเซอร์ไบจาน เพียง 1-0 ทำให้ วิคเตอร์ ปิตูร์ก้า กุนซือทีมชาติในขณะนั้น ต้องหันกลับมาเรียกใช้บริการ “มาราโดน่าแห่งคาบสบุทรบอลข่าน” จอร์จี้ฮาจี้ อีกครั้งหลัง จากที่ฮาจี้ได้ประกาศเลิกเล่นทีมชาติแล้วเมื่อจบศึกฟร้องซ์ 98 ที่ผ่านมา

ยาป สตัม1

แนะนำนักเตะแข้งทอง

ยาป สตัม

ตำแหน่ง : กองหลัง

อายุ : 27 ปี

สโมสร : แมนเชสเตอร์ ยูไนเด็ด (อังกฤษ)

ยาป สตัม

กองหลังค่าตัว 10.5 ล้านปอนด์ (630 ล้านบาท) รายนี้ ที่แมนฯ ยูไนเด็ด ยอมจ่ายให้ไอนด์ โฮเฟนไปเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งยังคงเป็นสถิติโลกอยู่ในทุกวันนี้ด้วย ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่าจำนวนเงินข้างต้นนั้นกลายเป็นเศษสตางค์ไปเลยเมื่อเทียบกับคุณภาพของฝีเท้าที่เขาแสดงออกมาให้กับทีมผีแดง ในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดได้กลายเป็นผลดีต่อทีมชาติฮอลแลนด์อย่างไม่ต้องสงสัย

สตัมนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นกองหลังที่แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่งของยุโรป หรือของโลกในขณะนี้เลยทีเดียว เมื่อใดก็ตามที่มีเขาลงสนามก็ยากที่กองหน้ารายใดจะผ่านเข้าไปยิงประตูได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกกลางอากาศหรือบนพื้นดิน นอกจากนี้เขายังขึ้นมาช่วยเกมรุก และสามารถทำประตูจากลูกตั้งเตะได้บ่อยครั้งอีกด้วย ซึ่งเป็นภาพที่เราได้เห็นกันจนชินตาแล้ว ซึ่งฮอลแลนด์ควรจะใช้ประโยชน์จากจุดเด่นตรงนี้ของเขาให้มากที่สุด

ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่ทีมแดนกังหันลมจะไปได้ไกลแค่ไหนในศึกยูโรหนนี้ ส่วนหนึ่งก็คงจะขึ้นอยู่กับเซนเตอร์ร่างใหญ่รายนี้ว่า เขาจะสามารถงัดฟอร์มสุดยอดออกมาสร้างความแข็งแกร่งให้กับแนวรับของทีมได้มากแค่ไหน

มาร์ค โอเวอร์มาร์ส

ตำแหน่ง : กองกลาง

อายุ : 27 ปี

สโมสร : อาร์เซน่อล (อังกฤษ)

ถือว่าทีมชาติฮอลแลนด์นั้นโชคดีเป็นอย่างมากทีเดียว ที่พวกเขามีปีกความเร็วสูงอย่างโอเวอร์มาร์สอยู่ในทีม เพราะว่าเขานี่แหละที่จะเป็นอาวุธสำคัญของทีมตัตช์ในการจู่โจมแนวรับของคู่ต่อสู้ อย่างไรก็ตามในฤดูกาลที่ผ่านมา ปีกร่างเล็กรายนี้กับไม่สามารถระเบิดฟอร์มเก่งออกมาได้อย่างเต็มที่ ก็คงจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากปัญหาอาการบาดเจ็บเจ้าเก่าคอยรบกวนนั่นเอง ทว่าเมื่อไรก็ตาม ที่เขากลับมาฟิตสมบูรณ์อีกครั้ง เมื่อนั้นโอกาสที่ทีมอัศวินสีส้มจะประสบความสำเร็จในศึกยูโร 2000 ก็จะมีขึ้นมากทีเดียว

อีกทั้งการที่โอเวอร์มาร์สเป็นผู้เล่นสารพัดประโยชน์ โดยสามารถเล่นได้ดีทั้งปีกซ้ายและขวา ยิ่งทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่ฮอลแลนด์จะขาดเขาไปไม่ได้เลยทีเดียว

ฮอลแลนด์จะคว้าแชมป์

พลพรรคนักเตะ “ฟลายอิ้งดัตช์แมน” หรือที่เรารู้จักกันดีว่านั่นคือสมญานามอันเลื่องชื่อของ “ทีมชาติฮอลแลนด์” ทีมยักษ์ใหญ่ในวงการลูกหนังยุโรป โดยพวกเขาได้รับการคาดหมายว่าน่าจะสามารถคว้าแชมป์ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ 11 หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า “ศึกยูโร 2000″ ที่ พวกเขาเป็นเจ้าภาพร่วมกับเพื่อนบ้านที่แสนดี อย่างเบลเยียมมาครองได้อีกครั้งหลังจากเคยทำได้มาแล้วหนึ่งครั้ง ในการแข่งขันครั้งที่ 8 เมื่อปี 1988 หรือเมื่อ 12 ปีก่อนนั่นเอง

ซึ่งคำกล่าวข้างต้นนั้นยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจะเป็นจริงตามนั้นหรือไม่ อันนี้มันก็ขึ้นอยู่กับ แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด ผู้เป็นกุนซือและนักเตะทุกคนว่า จะพิสูจน์ตัวเองได้ดีแค่ไหน แต่ถ้าไล่ดูตามรายชื่อลูกทีมของบิ๊กบอสหัวหลอดผู้นี้แล้ว ก็ไม่น่าแปลกใจว่า เพราะเหดุใดพวกเขาจึงได้รับการยกย่องว่ามีสิทธิ์กระชากแชมป์ยูโรมากกกอดได้เป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของทีม

จะว่าไปแล้วทีมชาติดัตช์นั้นมีนักเตะฝีเท้าดีๆ อยู่มากมายในทีม จนพวกเขาสามารถแบ่งออกเป็น 2 ทีม และส่งแข่งขันพร้อมกันได้อย่างสบาย แถมดีไม่ดีอาจจะคว้าถ้วยแชมป์มาครองได้อย่างไม่ยากเย็นอีกต่างหากด้วยในขณะที่กุนซือของทีมอื่นๆ กำลังเลือกสรรผู้เล่นที่จะใช้ศึกดังกล่าวกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด ทว่าไรจ์การ์ดกลับนั่งกลุ้มใจ เพราะว่าไม่รู้จะตัดใครออกจากทีมดี ในการประเดิมสนามนัดแรกที่จะพบกับทีมชาติสาธารณรัฐเช็กในวันอาทิตย์ที่ 11 มิ.ย. นี้ ที่สังเวียนอัมสเตอร์ดัม อารีน่า ก็เนื่องมาจากการที่เขามีลูกทีมชั้นยอดให้ได้เลือกใช้สอยอย่างเกินพอนั่นเอง

อย่างไรก็ตามทุกทีมย่อมมีปัญหาภายในของตัวเองทั้งนั้น และที่ว่าแน่ๆ อย่างทีมอัศวินสีส้มก็ไม่อาจจะหนีสัจธรรมข้อนี้ไปได้ ดังนั้นแฟนๆ ชาวดัตช์จงได้แต่เฝ้าคอยสวดมนต์ภาวนาให้กุนซือของพวกเขาสามารถรวบรวมสมาธิของผู้เล่นให้มุ่งมั่นไปที่การเป็นแชมป์ยูโรให้ได้เนื่องจากทีมระดับเฮฟวี่เวตของยุโรปอย่างฮอลแลนด์นั้น หากพวกเขาสามารถระเบิดฟอร์มเก่งขึ้นมาได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็คงยากที่จะมีใครหน้าไหนหาญกล้าข้ามาแย่งตำแหน่งแชมป์ไปจากพวกเขาได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อปี 1988 ที่เหล่าขุนพลสีส้มชื่อดังในอดีตได้พิสูจน์ให้ผู้คนทั่วยุโรปได้ตะลึงงันมาแล้ว

ก็อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่าไรจ์การ์ด นายใหญ่ดัตช์คนปัจจุบันก็คือหนึ่งขุนพลคนสำคัญในชุด ประวัติศาสตร์ของทีมชาติฮอลแลนด์ที่สามารถคว้าแชมป์ยูโร เมื่อปี 1988 ไปครองได้ดังกล่าว โดยเขาลงวาดลวดลายเคียงข้างกับซูเปอร์สตาร์ชื่อดังอีกหลายคนซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็น “ทิวลิปดำ” รุด กุลลิท ยอดมิดฟิลด์หัวงูเก็งกอง, “เพชฌฆาตพรายกระซิบ”, มาร์โก ฟาน บาสเท่น ยอดศูนย์หน้าที่ดีที่สุดเท่าที่ฮอลแลนด์เคยมีมา และ โรนัลด์ คูมัน ปราการหลังร่างบึ้กที่มีลูกฟรีคิกพลังช้างถีบเป็นเครื่องหมายการค้า

ตลาดนักเตะ

.. ก่อนอื่นขอเปิดตัวคอลัมน์ใหม่ “เปิดตลาดกัลโช่” กันหน่อย .. ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า ตลาด แน่นอนต้องเป็นการวิจารณ์บอล ไม่ใช่จ๊ะ !! เป็นเรื่องเกี่ยวกับการซื้อขายโยกย้ายนักเตะ … คอลัมน์ก็คงอยู่รับใช้ท่านผู้อ่านที่น่ารักไปสักระยะ ช่วงปิดฤดูกาล พอเปิดซีซั่นมันก็คงจะหายตัวไปเอง ตามธรรมชาติ และข้อแม้อีกอย่างว่าคนเขียนไม่ขี้ เกียจไปซะก่อน … ขอเริ่มที่ทีมแชมป์ ลาซิโอ ยังไม่ซื้อใครมากมายให้วุ่นวาย …แต่ที่แน่ๆทีมอินทรี ฟ้า-ขาวจัดการต่อสัญญาเจ้าป็อปอาย อัตติลิโอ ลอมบาร์โด ออกไปอีก 1 ฤดูกาล .. ลอมบาร์โด้ อายุ 34 ปีแล้ว ต่อไปอีก 1 ปีก็ไปจบที่ 35 ขวบ … ทว่าฤดูกาลหน้า ลาซิโอจะได้ เคลาดิโอ โลเปซ กองหน้าฝีเท้าจัดจากบาเลนเซียมาเพิ่มอีกคน … แม้ข่าวตอนนี้จะเงียบ แต่เหยี่ยวอิตาลีกล้าเขียนยืนยันว่าได้แน่นอนแล้ว … และก่อนเกมนัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก โลเปซก็โบกมืออำลาแฟนบอลทีมค้างคาวไปเรียบร้อยแล้วด้วย … ลาซิโอจึงพร้อมเสมอที่จะขึ้นป้ายขาย “เอล มาธาดอร์” มาร์เชโล่ ซาลาส …และก็แว่วๆ มาตอนขณะเขียนนี่เองว่าโรแบร์โต บักโจ้ อาจจะย้ายวิกมาซบอกลาซิโอก็ได้ … เจ้าบาติโกล์ กาเบรียล บาติสดูต้า ปิดฉากนิยายรักกับทีมม่วงมหากาฬซะแล้วหลังร่วมหัวจมท้ายกันมาเป็นเวลา 9 ปี .. บาติโกส์จะไปไหน เขาเลือกแล้วที่จะลงใต้ไปสังกัดทีมหมาป่า โรม่า … แม้จะยังไม่เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ แต่บาติสดูต้าก็ประกาศลั่น มาจากบูเอโนสไอเรสเลยว่า “ผมจะไปโรม่า” … ทีมหมาป่าฤดูกาลใหม่นี่ท่าจะสดใสซาบซ่าน่าดู เพราะเสริมกำลังแบบไม่บันยะบันยัง … ทั้ง บาติโกล์, อีเมอร์สัน ไหนจะมี ซามูเอล กองหลังตัวทีมชาติอาร์เจนตินามาใหม่อีกคน .. กุนซือ ฟาบโอ คาเปลโล่ ก็ออกมาบอกว่าจะดึง ฮิเดโตชิ นากาตะ ไว้ไม่ยอมปล่อยไปให้ใคร

คำกล่าวของลุยจิ ซาล่า

แม้จะเป็นเวลา 2 ปีแล้วที่ ลุยจิ ซาล่า เข้ามาเป็นหนึ่งในขุนพลมิลาน แต่จากวันนั้นถึงวันนี้ ซาล่าก็ยังไม่คิดว่าเขาสร้างผลงานอะไรไว้มากมายนักกับทีมๆ นี้

ดังนั้น ซาล่าจึงรอวัน รอวันที่จะพิสูจน์ฝีเท้าแจ้งเกิดเป็นรอลโซเรนี่อย่างเต็มตัวสักครั้ง

- หลายคนบอกว่าในฤดูกาลนี่ที่คุณเล่นไม่ดี เป็นเพราะคุณหลงระเริงในตอนถูกเรียกติดทีมชาติ คุณจะตอบคำถามนี้ อย่างไร?

“จริง ตอนช่วงต้นฤดูกาลผมไม่ค่อยได้ลงเล่น แต่จากจุดนั้นมาถึงตรงนี้ เรื่องที่ผมหลง หรือว่าลืมตัวไปได้ผ่านไปแล้ว ผมกลายเป็นพ่อคน ซึ่งสิ่งนี้สร้างความดีใจให้กับผมมาก กว่าการที่เราคว้าแชมป์สคูเด๊ตโต้ได้เสียอีก ผมก้าวเข้ามาสู่มิลานได้หลังความพยายามอย่างหนัก และผมจะมาลืมตัวเมื่ออายุ 25 หรือ มันเป็นไปไม่ได้ ผมอยู่มิลาน 2 ฤดูกาลแล้วก็จริง แต่ผมยังไม่ได้สร้างผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ผมยังต้องทุ่มเทอกมากเพื่อมิลาน”

- ชีวิตคุณเปลี่ยนไปบ้างไหมหลังจากที่ลูกชายคุณลืมตามาดูโลก?

“ก็มีความเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่ในทางที่ดี ผมได้รับประสบการณน่าอัศจรรย์ รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชายที่มีความสุขที่สุดโนโลก พอกลับถึงบ้านได้เห็นเขานอนหลับอยู่ผมก็แทบคลั่งแล้ว”

- คุณเป็นพ่อประเภทไหน?

“ถ้ามีเวลาผมจะช่วยแบ่งเบางานของภรรยาผมตลอด เปลี่ยนผ้าอ้อม อาบน้ำแล้วก็ป้อนข้าว”

- คุณอยากจะให้สิ่งใดกับลูกคุณ?

“หวังว่าผมคงจะให้การศึกษาที่ดีกับเขาได้ สอนให้เขาอยู่ห่างไกลจากภัยอันตรายต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว ส่วนสิ่งใดที่เขาต้องการเขาจะตัดสินใจเลือกด้วยตัวเอง ผมให้คำแนะนำ แต่ไม่บังคับ เขาจะได้ตัดสินทุกอย่างด้วยความคิดเขาเอง”

- สิ่งใดที่คุณไม่อยากให้เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลย?

“หวังว่าผมคงจะดึงเขาให้ออกห่างจากสิ่งเสพย์ติด ยาเสพย์ติดที่กำลังทำลายอนาคตเยาวชนอยู่ในตอนี้ได้ นี่คือสิ่งที่ผมกลัวที่สุด”

- งานอดิเรกของคุณคืออะไร?

“ผมชอบเล่นคอมพิวเตอร์ ท่องไปในอินเตอร์เน็ต ผมติดมาจากภรรยา นอกจากนั้นผมก็ชอบฆ่าเวลาด้วยการอ่านหนังสือ”

- คุณอ่านหนังสือประเภทไหน?

“ก็เหมือน ๆ กับหนังที่ผมชอบดู ผมอ่านพวกทริลเลอร์ ฆาตกรรม พวกหนังสือติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ของ จอห์น กริชแฮ่ม กับ เคน ฟอลเล็ตนี่ ผมไม่เคยพลาดเลย”

รีล มาดริก

รีล มาดริก คือราชันอย่างแท้จริง

ในทีสุด รีล มาดริด ก็คว้าแชมป์สมัยที่ 8 มาครองอย่างสมศักดิ์ศรี และเป็นทีมเดียวที่ครองเจ้ายุโรปมากที่สุด พวกเขาคือสุดยอดทีมอย่างแท้จริง และเมื่อถึงเวลาสำคัญ รีล มาดริด มักจะทำได้ดีเสมอ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ กุนซือของพวกเขาได้รับการยอมรับและถูกจดบันทึกในฐานะที่เป็นกุนซือเลือดสเปน แล้วพาทีม รีล มาดริด คว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพมาครอง

รีล มาดริก 1

ในชุดนี้มีนักเตะสเปนเป็นแกนนำหลายคนเลยทีเดียว ไล่ตั้งแต่ อีเคร์ กาสซิยาส, มิเชล ซัลกาโด้, อีบัน คัมโป้, ไอตอร์ คารันก้า, อีบัน เอลเกร่า, ราอูล กอนซาเลซ, เฟอร์นานโด้ มอริเอนเตส นอกนั้นเป็นนักเตะต่างชาติที่ผสมผสานกันเข้ามาแค่ 4 คนเท่านั้น นับว่าเป็นสิ่งที่วิเศษสุดเลยทีเดียวที่ รีล มาดริด พึ่งแค่นักเตะในสเปนแล้วประสบความสำเร็จอย่างสุดยอด

ไม่ต้องมีข้อครหาว่า พวกเขาใช้นักเตะต่างชาติเป็นส่วนผลักดันนำความสำเร็จมาสู่ทีมนั่นเอง

ผลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ

รีล มาดริด 3 – บาเลนเซีย 0

1 – 0 น. มอริเอนเตส

2 – 0 น. แมกมานามาน

3 – 0 น. ราอูล กอนซาเลซ

สนาม : สต๊าด เดอ ฟร้องซ์

ผู้ชม: 55,000

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

รีล มาดริด : อีเคร์ คาซียาส, มิเชล ซัลกาโด้, อีบัน คัมโป, ไอตอร์ การันก้า, โรแบร์โต้ คาร์ลอส, สตีฟ แม็คมานามาน, อีบัน เอลเกร่า, เฟอร์นันโด เรดอนโด้, ราอูล กอนซาเลซ, นิโกล่าส์ อเนลก้า, เฟอร์นันโด มอริเอนเตส

สำรอง : โบโด อิ๊ล์กเนอร์, เฟอร์นันโด เอียร์โร่, มานูเอล ซานชีส, ซาวิโอ บอร์โตลินี่, เอลเวียร์ บาลิช, เจเรมี่ ไนแท็ป, คริสติยอง การอมเบอ

บาเลนเซีย : ซานติอาโก้ คานยีซาเรส, โฌซแล็ง อองโกลม่า, มิโรสลาฟ ยูคิช, เมาริซโอ เปเยกริโน่, เคราร์โด้ การ์เซีย, ฅริสเตียน คิลี่ กอนซาเลซ, ฟรานซิสโก้ ฟารีนอส, เคราร์ด โลเปซ, ไกซ์ก้า เมนติเอต้า, มิเกล อังเคล อังกูโล่, เคลาติโอ โลเปซ

สำรอง : ฆอร์เก้ บาร์ดูอัล, โยอาคม บิยอร์คลุนด์, ออสการ์ การ์เชีย, เอเดรียน เอลี่, ฆวน ซานเชซ, หลุยส์ มีย่า, ดาวิด อัลเบลต้า

ผู้ตัดสิน : สเตฟาโน่ บราสชี่ (อิตาลี)

ผู้ช่วยผู้ตัดสิน : เจนนาโร่ มาซเซอี (อิตาลี), จูเซ็ปเป้ ฟาร์เนติ (อิตาลี)

ผู้ตัดสินสำรอง: โดเมนิโก้ เมสซิน่า (อิตาลี)

22 นักเตะแห่งกระทิงดุ

ตำแหน่ง                                     ชื่อ                                                                    สโมสร

ผู้รักษาประตู                                โฆเซ่ คานยิซาเรส                                                บาเลนเซีย

ผู้รักษาประตู                                ฟรานซิสโก้ โมลีน่า                                             แอต.มาดริด

ผู้รักษาประตู                                อีเคร์ กาสซิยาส                                                    รีล มาดริด

แบ๊กขวา                                      มิเชล ซัลกาโด้                                                     รีล มาดริด

แบ๊กขวา                                      ฆวน เบลาสโก้                                                    เซลต้า

แบ๊กซ้าย                                      เซร์กี้ บาร์ฆวน                                                     บาร์เซโลน่า

แบ๊กซ้าย                                      อากุสติน อรันซาบัล                                             รีล โซเชียดัด

เซนเตอร์ฮาล์ฟ                             เฟอร์นันโด เอียร์โร่                                              รีล มาดริด

เซนเตอร์ฮาล์ฟ                             อเบลาร์โด้ เฟอร์นันเดซ                                        บาร์เซโลน่า

เซนเตอร์ฮาล์ฟ                             ปาโก้ เฆเมซ                                                       ซาราโกซ่า

มิดฟิลด์ตัวรับ                               โจเซ็ป กวาร์ติโอล่า                                               บาร์เซโลน่า

มิดฟิลด์ตัวรับ                               บิเซนเต้ เอ็นกองก้า                                              มายอร์ก้า

มิดฟิลด์เชื่อมเกม                          ฆวน บาเลรอน                                                    แอต.มาดริด

มิดฟิลด์ตัวเชื่อมเกม                      อีบัน เอลเกร่า                                                      รีล มาดริด

มิดฟิลด์ตัวเชื่อมเกม                      กาอิสก้า เมนติเอต้า                                              บาเลนเชีย

มิดฟิลด์ฝั่งซ้าย                             ฟราน กอนซาเลซ                                                ลา คอรุนญ่า

มิดฟิลด์ฝั่งขวา                              โฆเซบา เอเซเบร์เรีย                                             บิลเบา

มิดฟิลด์ฝั่งขวา                              เคราร์ด โลเปซ                                                     บาเลนเชีย

กองหน้าตัวต่ำ                              ราอูล กอนซาเลซ                                                 รีล มาดริด

กองหน้าตัวต่ำ                              อัลฟอนโซ่ เปเรซ                                                 รีล เบติส

กองหน้าตัวต่ำ                              เปโดร มูนิติส                                                      ราซิ่ง

กองหน้าตัวเป้า                             อิสมาเอล อูร์ซาอิส                                               บิลเบา

 คามาโช่ เลือก 22 นักเตะแล้ว

กุนซือทีมชาติสเปน ให้สัมภาษณ์ที่ ศูนย์พลศึกษาแห่งชาติ ซาเลร์ ใกล้ๆกับเมืองบาเลนเซีย หลังจากประกาศ 22 นักเตะลุยยูโร เรียบร้อยแล้วนั่นเอง ใจความและสาระสำคัญของเขามีดังต่อไปนี้

“ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับนักเตะทุกคนที่ติดทีมชาติชุดนี้ และขอแสดงความเสียใจกับคนที่หลุดไปด้วย ส่วนตัวผมเองนั้นต้องการนักเตะทุกคนไปฮอลแลนด์ด้วยเช่นกัน แต่ว่าเราต้องเลือกคนที่พร้อมและดีที่สุดอายุไมใช่เกณฑ์สำหรับผม ถ้าหากมีฝีเท้าที่ดีเพียงพอ เขาก็จะติดทีมชาติได้เช่นเดียวกัน

เคราร์ด กับ กาสซิยาส สร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นจนไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ผมเองก็ไม่ปฏิเสธพวกเขาและเชื่อว่า สองคนนี้สามารถลงเล่นเกมระดับยูโรได้เลย

เอียร์โร่ ไม่มีปัญหาเรื่องความฟิต แต่เรื่องแมตช์นั้นเขาต้องการอีกสองนัดเป็นอย่างน้อย แน่นอนเกมนัดอุ่นเครื่องจะมีประโยชน์สำหรับเขามาก ในส่วนของซัลกาโด้นั้นไม่มีอะไรน่าวิตกกังวล ความฟิตของเขาดีเยี่ยม และเป็นนักเตะที่เล่นได้คงเส้นคงวาตลอดทั้งฤดูกาล

อยากจะบอกว่าเราเดินทางมาถึงการเล่นเพื่อเป้าหมายแล้ว เซตเป้าหมายแล้วต้องไปให้ได้ ผมหวังไกลถึงรอบตัดเชือกโอกาสของการเป็นแชมป์นั้น ขึ้นอยู่กับจังหวะอะไรต่างๆ ด้วย โชคก็มีส่วน รู้สึกว่าโชคมักจะไม่เกิดขึ้นกับเราในทัวร์นาเมนต์สำคัญๆ เท่าไหร่ ผมไม่ได้หวังให้มีโชค แต่ถ้าไม่มีโชคดีก็อย่าให้โชคร้ายมาเกิดขึ้นในทีม

โฆเซ่ อันโตนีโอ คามาโซ่

กระทิงพร้อมตะลุยยูโร 2000

โฆเซ่ อันโตนีโอ คามาโซ่ เทรนเนอร์ทีมชาติสเปนประกาศ 22 ขุนพลก่อนเส้นตายเกือบ 7 วัน ด้วยความมั่นอกมั่นใจในทีมชุดที่เขาเรียก ไม่มีอะไร ที่น่าประหลาดใจ แม้ในรายของ เฟอร์นานโด้ มอริเอนเตส จะหลุดทีมชุดนี้ไป แต่นักเตะที่ถูกเรียกมาแทนที่นั้นก็น่าตาหน้าเดิมๆ ทั้งสิ้น ไม่มีอะไรพลิกโผมากนัก

โฆเซ่ อันโตนีโอ คามาโซ่ 1

มีสองรายคือดาวรุ่งพุ่งแรง เคราร์ด โลเปซ กับ อีเคร์ กาสซิยาส นายประตูของรีล มาดริด เท่านั้นที่แซงทางโค้งเข้ามาเป็นสมาชิกที่ลุยยูโรในครั้งนี้

หากใครที่ติดตามฟุตบอลสเปนอย่างใกล้ชิดจะทราบได้ทันทีว่า วิธีการเลือกนักเตะของเทรนเนอร์ของแต่ละคนนั้นจะไม่เหมือนกันเลย อย่าง ซาเบียร์ เคลเมนเต้ จะไม่เลือกนักเตะดาวรุ่งไปเล่น ถ้าไม่จำเป็น เหมือนอย่างที่เขาปฏิเสธ ราอูล กอนซาเลซ เมื่อวัย 19 ปี ในยูโร 96

ทว่า คามาโช่ เป็นสไตล์ที่แตกต่างกัน เขาเลือก กาสซิยาส นักเตะที่อาอุครบ 18 ปีไม่ถึงสองเดือน ไปแข่งขันยูโร 2000

ไม่มีอะไรที่แน่นอนในการเลือกตัวและจะร้อยเปอร์เซ็นต์ตามทฤษฎี เพราะหากแม้กุนซือทั้งสองคนจะผ่านการอบรมมาจากสำนักและหลักสูตรเดียวกัน แต่วิธีคิดย่อมมีอะไรที่แปลกแยกของพรรค์นี้มันขึ้นอยู่กับความคิดอิสระของแต่ละคนมากกว่า ใครจะไปหามอะไรได้

สำหรับ สปอตไลต์ฟุตบอลสเปนฉบับนี้ นอกจากจะประมวลเรื่องราวการเตรียมทีมชาติสเปนของ คามาโช่แล้ว ยังมีบทสรุปของงานฉลองแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กับ สแปนิช คิงส์คัพมาฝากมิตรรักแฟนบอลกระทิงดุอีกด้วย ยังไงก็อย่าลืมติดตาม ช่วยลุ้นช่วยเชียร์ สเปนในยูโร 2000 กันด้วยนะ…